A : 1) อาคารขนาดใหญ่บางประเภท (ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดประเภทของอาคารเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะหรือออกสู่สิ่งแวดล้อม และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2538)
| – อาคารชุด | ตั้งแต่ 500 ห้องนอนขึ้นไป |
| – โรงแรม | ตั้งแต่ 200 ห้องนอนขึ้นไป |
| – โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล | ตั้งแต่ 30 เตียงขึ้นไป |
| – อาคารโรงเรียน สถาบันอุดมศึกษา | ตั้งแต่ 25,000 ตารางเมตรขึ้นไป |
| – อาคารที่ทำการ | ตั้งแต่ 55,000 ตารางเมตรขึ้น |
| – ศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้า | ตั้งแต่ 25,000 ตารางเมตรขึ้นไป |
| – ตลาด | ตั้งแต่ 2,500 ตารางเมตรขึ้นไป |
| – ภัตตาคารหรือร้านอาหาร | ตั้งแต่ 2,500 ตารางเมตรขึ้นไป |
2) โรงงงานอุตสาหกรรม จำพวกที่ 2 และ 3 รวมทั้งนิคมอุตสาหกรรม (ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2539)
3) ที่ดินจัดสรรที่รังวัดแบ่งเป็นแปลงย่อยเพื่อจำหน่ายเกินกว่า 100 แปลง (ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ฉบับที่ 6 พ.ศ.2539)
4) การเลี้ยงสุกรตั้งแต่ 60 น้ำหนักหน่วยปศุสัตว์ (ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เรื่อง กำหนด ให้การเลี้ยงสุกรเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะหรือออกสู่สิ่งแวดล้อม)
5) สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ประเภทที่ 1 และ 2 (ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เรื่อง กำหนด ให้สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะหรือออกสู่สิ่งแวดล้อม)
A : การประกอบกิจการระเบิดหิน และการประกอบกิจการโรงงานเกี่ยวกับการโม่ บด หรือย่อยหิน (ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เรื่อง กำหนดให้เหมืองหินเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมระดับเสียงและความสั่นสะเทือน)
A : 1) ระยะเวลาในการเริ่มออกตรวจสอบหรือประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใน 10 วันทำการ นับแต่วันรับแจ้งเรื่องร้องเรียน
2) ระยะเวลาในการดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนภายใน 60 วันทำการ นับแต่วันรับแจ้ง
A : หมายถึง ประเภทแหล่งกำเนิดมลพิษที่ถูกประกาศกำหนดให้ต้องถูกควบคุมการปล่อยมลพิษตามพระราชบัญญัตินี้
A : 1) กรมควบคุมมลพิษ มีอำนาจในการตรวจสอบ สั่งปรับปรุงแก้ไข และดำเนินการทางกฎหมายกับเรื่องร้องเรียนด้านมลพิษ เฉพาะเรื่องที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เท่านั้น
2) กรมฯ ไม่มีอำนาจสั่งปิดโรงงานหรือสถานประกอบการ
3) กรณีแหล่งกำเนิดมลพิษตามกฎหมายอื่น กรมฯ ไม่มีอำนาจในการสั่งการหรือดำเนินการตามกฎหมาย ต้องแจ้งหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมจังหวัด กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขต เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล ฯลฯ เพื่อสั่งการและแก้ไขปัญหาต่อไป
A: ข้อบังคับและมาตรการของ EU ในด้านการควบคุมวัสดุในการผลิตบรรจุภัณฑ์ของสินค้านำเข้าสินค้าจากประเทศไทย(OTOP) จะต้องมีการออกกฎหมายรองรับในประเทศด้วยซึ่งในขณะนี้ยังไม่มี มีเพียงการควบคุมวัสดุที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ตาม weee หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมขอให้ติดต่อยัง สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้าน EU โดยตรง
A : ขอเรียนตอบตามคำถามของท่าน ดังนี้
- โรงงานของท่านเป็นโรงงานรีไซเคิล ลำดับที่ 106 ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 15 ออกตามความใน พรบ.โรงงาน พ.ศ.2535 ซึ่งจะต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการกับกรมโรงงาน หรืออุตสาหกรรมจังหวัดขึ้นอยู่กับสถานที่ก่อตั้ง
- ในกรณีที่โรงงานจะต้องซื้อวัสดุที่จะนำมารีไซเคิล ซึ่งต้องมีการซื้อวัสดุมาเก็บไว้จะเข้าข่ายการประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตาม พรบ.สาธารณสุข พ.ศ.2535 ท่านต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ท่านดำเนินการนั้น- การขายวัสดุรีไซเคิลถือเป็นการประกอบกิจการของโรงงานอยู่แล้วซึ่งเป็นไปตามใบอนุญาตตามข้อ 1 ไม่ต้องขอใบอนุญาตเพิ่มเติม นอกจากนี้ จะต้องพิจารณาเพิ่มเติมด้วยว่า หากโรงงานของท่านมีการนำวัสดุที่มีสารปนเปื้อนอยู่ด้วย เช่น สารกัมมันตภาพรังสี ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ท่านก็ต้องขออนุญาตต่อหน่วยงานดังกล่าวตามกฎหมายเฉพาะด้วย
A : โรงงานอุตสาหกรรมปัจจุบันมีบุคลากรด้านสิ่งแวดล้อมประจำโรงงานและ ผู้ควบคุมดูแลระบบป้องกันสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ซึ่งกำหนดโดยประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การกำหนดชนิดและขนาดของโรงงาน กำหนดวิธีการควบคุมการปล่อยของเสียมลพิษหรือ สิ่งใดๆ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กำหนดคุณสมบัติของผู้ควบคุมดูแลปฎิบัติงานประจำ และหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนผู้ควบคุมดูแลสำหรับระบบป้องกันสิ่งแวดล้อมเป็น พ.ศ. 2545 ส่วนคุณสมบัติของบุคลากรด้านสิ่งแวดล้อม ประจำโรงงานนั้น เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม กำหนดซึ่งท่านสามารถสอบถามได้จากเจ้าหน้าที่ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม